เรื่องเงินเดือนที่องค์กรเคยมองว่า
“ยิ่งรู้น้อย ยิ่งจัดการง่าย” กำลังใช้ไม่ได้อีกต่อไป
...
แนวคิดที่เรียกว่า Pay Transparency กำลังเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับคนทำงาน
Pay Transparency ไม่ได้แปลว่า ทุกคนต้องเปิดสลิปเงินเดือนให้เพื่อนร่วมงานดู หรือบริษัทต้องประกาศเงินเดือนของพนักงานแต่ละคนต่อสาธารณะ
แต่หมายถึงการที่องค์กรต้องอธิบายได้ว่า
ตำแหน่งนี้มีช่วงเงินเดือนเท่าไร?
องค์กรใช้เกณฑ์อะไรตั้งเงินเดือน?
คนที่ทำงานเดียวกันหรืองานที่มีคุณค่าเท่าเทียมกัน ได้รับค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรมหรือไม่?
หากเงินเดือนของคนสองคนต่างกัน ความแตกต่างนั้นมีเหตุผลรองรับหรือเปล่า?
Pay Transparency เป็นเรื่องที่ยังถูกพูดถึงไม่มากนักในประเทศไทย แต่กำลังกลายเป็นข้อบังคับใช้ในยุโรป
EU Pay Transparency Directive หรือ Directive (EU) 2023/970 กำหนดให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปนำหลักเกณฑ์เรื่องความโปร่งใสและความเท่าเทียมด้านค่าจ้างไปออกเป็นกฎหมายภายในประเทศ ภายในวันที่ 7 มิถุนายน 2026
แม้ผ่านเส้นเวลาที่กำหนดไปแล้ว หลายประเทศยังออกกฎหมายภายในไม่เสร็จ และการบังคับใช้จริงยังไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั่ว EU แต่ก็ทำให้ทิศทาง Pay Transparency ที่ยุโรปกำลังเดินไปนั้นมีความชัดเจนมากขึ้น
เรื่องเงินเดือนจะเป็น “ความลับขององค์กร” อย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป
ภายใต้ Directive นี้ ผู้สมัครต้องได้รับข้อมูลค่าจ้างเริ่มต้นหรือช่วงค่าจ้างก่อนการสัมภาษณ์ นายจ้างจะถามประวัติเงินเดือนเดิมไม่ได้ และพนักงานมีสิทธิขอข้อมูลเกี่ยวกับระดับค่าจ้างเฉลี่ยของคนที่ทำงานเดียวกันหรืองานที่มีคุณค่าเท่าเทียมกัน โดยแยกตามเพศ
องค์กรที่มีพนักงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ยังต้องรายงานความแตกต่างด้านค่าจ้างระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ตามกำหนดเวลาและความถี่ที่แตกต่างกันตามขนาดองค์กร
หากพบช่องว่างค่าจ้างตั้งแต่ 5% ขึ้นไปในพนักงานประเภทเดียวกัน องค์กรอธิบายด้วยเกณฑ์ที่เป็นกลางทางเพศไม่ได้ และยังแก้ไขไม่ได้ภายใน 6 เดือน นายจ้างต้องประเมินโครงสร้างค่าจ้างร่วมกับตัวแทนพนักงาน
กล่าวสรุปคือ การจ่ายเงินเดือนไม่เท่ากันอาจไม่ใช่ปัญหาเสมอไป
แต่การจ่ายไม่เท่ากันโดยที่องค์กรอธิบายไม่ได้ว่า “เพราะอะไร” กำลังจะกลายเป็นปัญหา
นี่คือหัวใจของ Pay Transparency
ไม่ใช่การเปิดเผยว่าใครได้เงินเดือนเท่าไร แต่คือการทำให้พนักงานมองเห็น ระบบ เหตุผล และเกณฑ์ ที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขของตัวเอง
กรณีของยุโรป แม้ในวันที่ 7 มิถุนายน 2026 เป็นเส้นตายที่ประเทศสมาชิกต้องนำ Directive ไปออกเป็นกฎหมายภายในประเทศ ไม่ใช่วันที่กฎทุกข้อมีผลเหมือนกันพร้อมกันทั่ว EU
หลายประเทศดำเนินการไม่ทัน รวมถึงเนเธอร์แลนด์ ซึ่งวางแผนให้กฎหมายมีผลวันที่ 1 มกราคม 2027 แม้คณะกรรมาธิการยุโรปจะยืนยันว่าไม่เลื่อนเส้นตายเดิม และประเทศที่ดำเนินการไม่ทันอาจเผชิญกระบวนการละเมิดพันธกรณี
ความไม่พร้อมนี้มีความน่าสนใจ เพราะสะท้อนว่า Pay Transparency ไม่ได้ทำได้ง่ายเพียงแค่เพิ่มตัวเลขเงินเดือนลงในประกาศงาน
เบื้องหลังความโปร่งใส องค์กรต้องมีโครงสร้างค่าจ้างที่เป็นระบบ มี job architecture ที่เปรียบเทียบคุณค่าของงานได้ มี salary range ที่มีเหตุผลรองรับ และมีข้อมูลเพียงพอที่จะตรวจสอบว่าความแตกต่างด้านค่าจ้างเกิดจากผลงาน ประสบการณ์ ทักษะ หรือเกิดจากอคติที่สะสมอยู่ในระบบ
สำหรับองค์กรไทยที่มีนิติบุคคล สาขา หรือพนักงานอยู่ในประเทศสมาชิก EU เรื่องนี้เป็นข้อกฎหมายที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง
ส่วนองค์กรที่ดำเนินงานเฉพาะในประเทศไทย แม้ยังไม่อยู่ภายใต้ Directive ฉบับนี้ ทว่าก็เกิดคำถามสำคัญว่า
“ถ้าวันหนึ่งเราต้องเปิดเผยข้อมูลเงินเดือน องค์กรของเรามีอะไรที่สามารถอธิบายที่มาที่ไปได้บ้าง?”
ทีม HR และ C&B จึงไม่จำเป็นต้องรอให้ Pay Transparency กลายเป็นข้อบังคับก่อน
อาจเริ่มจากการตรวจสอบว่า คนที่ทำงานเดียวกันหรืองานที่มีคุณค่าเท่าเทียมกัน ได้รับค่าตอบแทนต่างกันเพราะอะไร?
ทบทวนว่า salary range ของแต่ละตำแหน่งตั้งขึ้นจากข้อมูลและเกณฑ์จริง หรือเป็นเพียงตัวเลขที่สืบทอดกันมา
รวมถึงเตรียมให้ HR และผู้จัดการสามารถอธิบายได้ว่า อะไรทำให้พนักงานคนหนึ่งอยู่ต้นช่วง กลางช่วง หรือปลายช่วงเงินเดือน
เพราะ Pay Transparency ไม่ได้เริ่มต้นในวันที่องค์กรเปิดเผยตัวเลข
แต่เริ่มตั้งแต่วันที่องค์กรสามารถอธิบายตัวเลขนั้นได้อย่างเป็นธรรม
ถ้าวันนี้ผู้สมัครงานเข้ามาถามเราตรง ๆ ว่า
“ตำแหน่งนี้มีช่วงเงินเดือนเท่าไร
และใช้อะไรเป็นเกณฑ์?”
ทีม HR ขององค์กรคุณพร้อมตอบแล้วหรือยัง?
Source: Ogletree, "European Commission Confirms the EU Pay Transparency Directive Implementation Deadline Remains 7 June 2026"


.png)

.png)
.png)
.png)