เวลาเปิด Copilot บนคอมพิวเตอร์ ผู้คนมักจะคุยกับ AI เรื่องงาน
แต่เมื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เรื่องที่คุยกับ AI มากที่สุดกลับกลายเป็น "เรื่องสุขภาพ"
และเมื่อตกดึกขึ้นอีกหน่อย คำถามเกี่ยวกับศาสนา ปรัชญา และความหมายของชีวิตก็ค่อย ๆ โผล่ขึ้นมา
AI ตัวเดิม คน ๆ เดิม
แค่เปลี่ยนหน้าจอและเวลา
บทสนทนาก็เปลี่ยนไปแทบจะเป็นคนละโลก
นี่คือผลลัพธ์ที่ปรากฏในรายงาน It’s About Time: The Copilot Usage Report 2025 ของ Microsoft AI ซึ่งวิเคราะห์บทสนทนากับ Copilot (ที่ไม่ระบุตัวบุคคล) มากกว่า 37.5 ล้านครั้ง
รายงานไม่ได้สนใจเพียงว่า “คนใช้ AI ทำอะไร” แต่ตามดูด้วยว่า พวกเขาใช้เมื่อไรและผ่านอุปกรณ์ชนิดใด
ผลลัพธ์ที่ได้เหมือนบันทึกหนึ่งวันของมนุษย์ผ่านบทสนทนากับ AI
8 โมงเช้า AI เริ่มเข้างาน
บนคอมพิวเตอร์ หัวข้อ “งานและอาชีพ” ขึ้นแซง “เทคโนโลยี” เป็นอันดับหนึ่งตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น พอดีกับช่วงเวลาทำงานทั่วไป
วันธรรมดา คำถามเรื่องเขียนโปรแกรมมีอันดับสูงกว่าเกม พอถึงวันหยุด เกมก็แซงกลับขึ้นมา
แม้แต่เรื่องท่องเที่ยวก็ขยับสูงขึ้นในช่วงกลางวัน ผู้จัดทำรายงานตั้งข้อสังเกตว่า บางคนอาจใช้เครื่องมือที่อยู่ตรงหน้าเตรียมแผนเดินทางหรือจัดการการเดินทางในชีวิตประจำวัน
Copilot บนคอมพิวเตอร์จึงมีจังหวะคล้ายเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง เช้าเริ่มงาน เย็นเลิกงาน และเปลี่ยนเรื่องคุยตามวันในสัปดาห์
AI บนมือถือ ไม่ได้เลิกงานพร้อมกับเรา
การใช้ AI บนโทรศัพท์ต่างออกไปอย่างชัดเจน
“สุขภาพและการออกกำลังกาย” เป็นหัวข้ออันดับหนึ่งในทุกชั่วโมงและทุกเดือนที่ศึกษา ไม่ว่าจะเช้า สาย บ่าย หรือดึก
ผู้ใช้ไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อค้นหาข้อมูล แต่ยังขอคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ด้วย
รูปแบบการใช้งานบนมือถือยังคงที่กว่าบนคอมพิวเตอร์ ตลอดช่วงเวลาที่ศึกษา มีคู่หัวข้อและวัตถุประสงค์การใช้งาน 11 รูปแบบที่ผลัดกันเข้ามาอยู่ใน 10 อันดับแรก ขณะที่บนคอมพิวเตอร์มีถึง 20 รูปแบบ
พูดง่าย ๆ คือ เมื่ออยู่หน้าโต๊ะ เรื่องที่คนถาม AI เปลี่ยนไปตามงานตรงหน้า แต่เมื่ออยู่กับโทรศัพท์ บางความต้องการอยู่กับคน ๆ นั้นไปตลอดทั้งวัน
ยิ่งดึก คำถามยิ่งลึกซึ้งขึ้น
หลังเวลาเลิกงาน บทสนทนากับ AI ไม่ได้เพียงเปลี่ยนจากงานเป็นความบันเทิง
ยิ่งดึกมากขึ้น หัวข้อเกี่ยวกับศาสนาและปรัชญายิ่งขยับสูงขึ้น โดยเฉพาะช่วงกลางคืนต่อเนื่องไปจนถึงรุ่งเช้า
เดือนกุมภาพันธ์ก็มีจังหวะเฉพาะตัวเช่นกัน บทสนทนาเรื่องการเติบโตและสุขภาวะส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นก่อนวันวาเลนไทน์ ก่อนที่เรื่องความสัมพันธ์จะพุ่งขึ้นในวันวาเลนไทน์พอดี
ผู้จัดทำรายงานจึงเปรียบ Copilot ไว้น่าสนใจว่า บนโต๊ะทำงาน มันทำหน้าที่คล้ายเพื่อนร่วมงาน แต่เมื่ออยู่ในโทรศัพท์ มันกลับคล้ายคนสนิทที่พกอยู่ในกระเป๋า
เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับ HR
จากรูปแบบที่รายงานค้นพบชวนให้ HR มอง AI กว้างกว่าเรื่องผลิตภาพ
ที่ผ่านมา องค์กรมักวัดความสำเร็จของ AI ด้วยเวลาที่ประหยัดได้ จำนวนเอกสารที่ลดลง หรือความเร็วในการทำงาน
ทว่าในชีวิตจริง คนไม่ได้แบ่ง AI ออกเป็นกล่องเรียบร้อยขนาดนั้น
ตอน 10 โมง AI อาจช่วยตรวจงาน
ตอน 2 ทุ่ม อาจช่วยหาข้อมูลสุขภาพ
และตอนตี 2 อาจถูกถามถึงเรื่องที่เจ้าตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มคุยกับใครดี
ทว่า สำหรับ HR แล้วอย่างน้อยมี 3 ประเด็นที่น่าสนใจ
ประเด็นแรกคือ ความเป็นส่วนตัว หากองค์กรจัดหาบัญชี AI ให้พนักงาน ควรอธิบายให้เข้าใจง่ายว่า ข้อมูลใดถูกเก็บ ใครสามารถเข้าถึงได้ และเรื่องใดไม่ควรป้อนลงในระบบ
ประเด็นที่สองคือ ช่องทางช่วยเหลือพนักงาน การที่เรื่องสุขภาพโดดเด่นบนมือถือไม่ได้พิสูจน์ว่าช่องทางขององค์กรมีปัญหา แต่ชวนให้ถามว่า เมื่อต้องการความช่วยเหลือ พนักงานเข้าถึงสวัสดิการ ข้อมูลสุขภาพ หรือบริการให้คำปรึกษาขององค์กรได้สะดวกมากพอหรือยัง
ประเด็นสุดท้ายคือ บริบทของการสื่อสาร คน ๆ เดียวกันอาจมีความสนใจและความพร้อมรับข้อมูลต่างกันตามเวลาและอุปกรณ์ ประกาศจาก HR ฉบับเดียวกันจึงไม่ควรถูกออกแบบเหมือนกันทุกช่องทาง
ข้อมูล 37.5 ล้านบทสนทนาไม่ได้บอกว่า AI รู้จักคนดีกว่า HR
แต่เผยให้เห็นว่า เมื่อไม่มีโต๊ะทำงาน ตำแหน่ง หรือเวลาราชการมากำหนดบทสนทนา คนหันไปถาม AI มากกว่าเรื่องงานเพียงอย่างเดียว
นั่นชวนให้เราตั้งคำถามกลับมาที่องค์กรว่า ในเวลาที่เขาไม่รู้จะถามใคร องค์กรยังเป็นหนึ่งในสถานที่ที่เขานึกถึงอยู่หรือเปล่า
Source
- Microsoft AI, “It’s About Time: The Copilot Usage Report 2025 — The Temporal and Modal Dynamics of Copilot Usage” (ธันวาคม 2025, Preprint): https://microsoft.ai/wp-content/uploads/2025/12/What_people_do_with_Copilot-8.pdf


.png)

.png)
.png)
.png)