>
พนักงานพร้อมกลับมาหรือยังหลังน้ำลด? 5 เช็กลิสต์ที่ HR ไม่ควรมองข้าม
Article
September 30, 2026

พนักงานพร้อมกลับมาหรือยังหลังน้ำลด? 5 เช็กลิสต์ที่ HR ไม่ควรมองข้าม

กลับมาทำงานได้แล้ว แต่ไม่ได้แปลว่าชีวิตกลับเข้าที่แล้ว ชวน HR เช็ก 5 มิติหลังน้ำท่วม ตั้งแต่บ้านและการเงิน ไปจนถึงสภาพใจ ภาระงาน และความช่วยเหลือที่ต้องส่งไปให้ถึงคนที่ WFH ไม่ได้ด้วย

‍

วันที่น้ำกำลังท่วม องค์กรถามพวกเขาว่า “ทุกคนปลอดภัยไหม?”

แต่เมื่อวันที่น้ำลด คำถามอาจเปลี่ยนไปเป็น “พรุ่งนี้กลับมาทำงานได้หรือยัง?”

ทว่าเบื้องหลังคำตอบของทั้ง 2 คำถามนี้ ยังมีอะไรอีกมากมายที่พวกเขาต้องจัดการ ทั้งบ้านที่ต้องซ่อม ข้าวของที่ต้องซื้อใหม่ ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เตรียมไว้ และความกังวลว่า "ฝนรอบหน้าจะพาน้ำกลับมาอีกหรือเปล่า!!?"

การกลับมานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของพนักงาน จึงอาจหมายถึง เขาเดินทางกลับเข้ามาทำงานได้แล้ว โดยที่ชีวิตส่วนอื่นยังไม่ได้กลับเข้าที่เลย

‍

ความช่วยเหลือช่วงน้ำท่วมเป็นจุดเริ่มต้น

สถานการณ์น้ำท่วมปลายเดือนกันยายน 2569 ทำให้หลายหน่วยงานปรับวิธีทำงานและเร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

กรุงเทพธุรกิจรายงานข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ เช้าวันที่ 29 กันยายน ว่ายังมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 29 จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร ขณะที่ฐานเศรษฐกิจรายงานว่า สำนักงาน ก.พ. เปิดทางให้ส่วนราชการพิจารณาทำงานจากบ้านได้ 100% ในวันที่ 28–29 กันยายน หากไม่มีภารกิจจำเป็น

ฝั่งเอกชน บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ผู้ผลิตสีและวัสดุก่อสร้าง มีโครงการ “TOA ไม่ทิ้งกัน” โดยพนักงานจิตอาสาจัดเตรียมและส่งมอบถุงยังชีพให้เพื่อนพนักงานที่ประสบภัย ตามรายงานของผู้จัดการออนไลน์

มาตรการเหล่านี้ช่วยตอบโจทย์เร่งด่วน ทั้งความปลอดภัย การเดินทาง และสิ่งของจำเป็น

แต่หลังจากน้ำลดแล้ว ความต้องการของพนักงานอาจเปลี่ยนไป จากการหาทางออกจากบ้าน เป็น "การหาทางทำให้บ้านและชีวิตกลับมาอยู่ได้อีกครั้ง"

‍

บ้านแห้งแล้ว ความกังวลอาจยังอยู่

Public Health England หน่วยงานด้านสาธารณสุขของอังกฤษ ศึกษาผลกระทบจากน้ำท่วมช่วงปี 2013–2014 และติดตามสุขภาพใจของผู้ได้รับผลกระทบ

หนึ่งปีหลังเหตุการณ์ ในกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามที่บ้านถูกน้ำท่วม พบอาการที่เข้าข่าย PTSD 36.2% วิตกกังวล 28.3% และซึมเศร้า 20.1%

PTSD คือภาวะเครียดหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจ ส่วนตัวเลขเหล่านี้มาจากแบบคัดกรอง ไม่ใช่การวินิจฉัยโดยแพทย์

แม้แต่กลุ่มที่น้ำไม่ได้เข้าพื้นที่อยู่อาศัย แต่ชีวิตถูกรบกวนจากน้ำท่วม ก็พบอาการที่เข้าข่าย PTSD 15.2%

เมื่อผ่านไป 3 ปี ปัญหาสุขภาพใจในกลุ่มที่บ้านถูกน้ำท่วมยังสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบ แม้สัดส่วนจะลดลงแล้วก็ตาม

นี่เป็นข้อมูลจากอังกฤษ จึงไม่ได้บอกว่าพนักงานไทยจะมีอาการในสัดส่วนเดียวกัน แต่ชวนให้มองว่า ระดับน้ำกับระยะเวลาฟื้นตัวของคน อาจไม่ได้ลดลงไปพร้อมกัน

‍

สำหรับองค์กร คำถามที่สำคัญจึงไม่ใช่เพียง “เปิดทำงานตามปกติได้เมื่อไร?” แต่รวมถึง “เราจะช่วยให้คนกลับมาทำงานได้ โดยไม่ต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียวได้อย่างไร?”

หลังน้ำลดชวน HR สำรวจ 5 มิติของการดูแลหลังน้ำท่วม เพื่อให้การกลับมาทำงานมีพื้นที่สำหรับการฟื้นชีวิตไปด้วยกัน

‍

1. บ้านและความปลอดภัย: กลับบ้านได้แล้ว หรือกลับไปอยู่ได้แล้ว?

บ้านที่น้ำลดแล้วอาจยังไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา หรือพื้นที่พักผ่อนที่ใช้งานได้ การถามเพียงว่า “บ้านยังท่วมไหม” จึงยังไม่พอ

สิ่งที่ HR ควรตรวจสอบ ได้แก่

  • พนักงานมีที่พักที่ปลอดภัยและอยู่อาศัยได้หรือยัง
  • ไฟฟ้า น้ำประปา และเส้นทางเดินทางกลับมาใช้ได้แค่ไหน
  • ยังต้องการที่พักชั่วคราว รถรับส่ง หรือความช่วยเหลือจำเป็นอะไรบ้าง

เริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า “ตอนนี้เรื่องไหนทำให้ใช้ชีวิตลำบากที่สุด?” จะช่วยให้รู้ความต้องการมากกว่าการแจกความช่วยเหลือแบบเดียวกันทุกคน

‍

2. การเงิน: ค่าใช้จ่ายเพื่อฟื้นฟูบ้าน รอเงินเดือนได้ไหม?

หลังน้ำลด รายจ่ายหลายอย่างอาจมาพร้อมกัน ทั้งค่าซ่อมบ้าน เครื่องใช้ที่เสียหาย และค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้น

องค์กรอาจพิจารณาเงินช่วยเหลือ เงินกู้ฉุกเฉินดอกเบี้ยต่ำ หรือการเบิกเงินเดือนล่วงหน้า โดยแจ้งเงื่อนไขและขั้นตอนให้เข้าใจง่าย เพื่อให้พนักงานประเมินได้ว่าทางเลือกใดเหมาะกับตัวเอง

อีกเรื่องที่ HR ช่วยได้คือ การตรวจสอบสิทธิประกันสังคม

ตามข้อมูลสำนักงานประกันสังคมที่รายงานผ่านไทยโพสต์ ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ไม่สามารถทำงานได้จากภัยธรรมชาติ หรือนายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ชั่วคราว และไม่ได้รับค่าจ้าง อาจขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัยตามหลักเกณฑ์ โดยข่าวระบุอัตรา 50% ของค่าจ้างรายวัน ครั้งละไม่เกิน 90 วัน

HR จึงควรช่วยตรวจเงื่อนไขรายกรณี ประสานเอกสารรับรองจากนายจ้าง และสอบถามสำนักงานประกันสังคมผ่านสายด่วน 1506 เมื่อมีข้อสงสัย

การบอกว่า “มีสิทธิอะไรบ้าง” จะมีประโยชน์ขึ้นอีกมาก หาก HR ช่วยพนักงานดำเนินการประสานงานในบางส่วนได้ด้วย

‍

3. ใจ: มีพื้นที่ให้บอกว่าไม่ไหวหรือเปล่า?

บางคนพร้อมเล่า บางคนยังไม่อยากพูด และบางคนอาจกังวลว่าการบอกว่าตัวเองไม่ไหวจะกระทบภาพลักษณ์ในการทำงาน

หัวหน้าทีมอาจเริ่มด้วยการพูดคุยเป็นส่วนตัว เช่น “ช่วงนี้มีอะไรที่อยากให้ทีมช่วยแบ่งเบาบ้าง?” แล้วให้พนักงานเลือกว่าจะเล่ามากน้อยแค่ไหน

สิ่งที่ควรทำควบคู่กัน ได้แก่

  • แจ้งช่องทาง EAP หากองค์กรมี ซึ่งเป็นบริการให้คำปรึกษาและช่วยเหลือพนักงาน รวมถึงสายด่วนสุขภาพจิต 1323
  • สังเกตความเปลี่ยนแปลง เช่น สมาธิลดลง หงุดหงิดง่าย หรือขาดงานมากขึ้น แล้วใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการถามไถ่
  • เคารพความเป็นส่วนตัว และช่วยเชื่อมต่อผู้เชี่ยวชาญเมื่อพนักงานต้องการ

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้ยืนยันว่าใครมีภาวะทางจิตใจแบบใด หน้าที่ของหัวหน้าคือรับฟังและช่วยเหลือ โดยไม่รีบตีความแทนเขา

‍

4. งาน: เป้าหมายเดิมยังเหมาะกับสถานการณ์ตอนนี้ไหม?

พนักงานอาจกลับมาทำงานแล้ว แต่ยังต้องนัดช่าง ติดต่อประกัน จัดการเอกสาร หรือดูแลคนในครอบครัว

หากทุกเป้าหมายและทุกกำหนดส่งยังเดินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ภาระฟื้นชีวิตก็จะถูกบีบให้ไปอยู่ในเวลาที่เหลือจากงานทั้งหมด

HR และหัวหน้าทีมจึงควรช่วยกันทบทวนว่า

  • งานใดจำเป็นต้องทำทันที และงานใดเลื่อนได้
  • สามารถปรับเวลา สถานที่ทำงาน หรือแบ่งงานชั่วคราวได้อย่างไร
  • การประเมินผลงานจะพิจารณาข้อจำกัดช่วงภัยพิบัติอย่างไรให้เป็นธรรม

ควรตกลงให้ชัดเจนว่าจะปรับอะไร นานแค่ไหน และจะกลับมาคุยกันอีกเมื่อไร เพื่อให้ทั้งพนักงานและทีมวางแผนการทำงานได้ต่อไป

‍

5. ความเท่าเทียม: ความช่วยเหลือไปถึงคนที่ WFH ไม่ได้หรือยัง?

การทำงานจากบ้านช่วยพนักงานบางกลุ่มได้ แต่พนักงานโรงงาน หน้าร้าน หรือหน้างานอาจไม่มีทางเลือกนั้น

การดูแลอย่างเป็นธรรมจึงต้องมองให้พ้นจากมาตรการเดียว แล้วถามว่าคนแต่ละกลุ่มได้รับความช่วยเหลือที่ตอบโจทย์หรือยัง

  • คนที่ต้องมาทำงานมีการเดินทางที่ปลอดภัย หรือปรับกะได้หรือไม่
  • พนักงานที่เข้าไม่ถึงอีเมลหรือระบบภายในได้รับข่าวสารครบหรือยัง
  • พนักงานสัญญาจ้างและผู้ปฏิบัติงานผ่านบริษัทภายนอกได้รับการประสานความช่วยเหลืออย่างไร

ความช่วยเหลือไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกคน แต่ควรมีเหตุผลที่อธิบายได้ และไม่ปล่อยให้บางกลุ่มหลุดจากการดูแลเพียงเพราะทำงานคนละรูปแบบ

‍

หลังน้ำลด อย่าให้การดูแลลดลงตาม

HR อาจแก้ทุกปัญหาให้พนักงานไม่ได้ แต่ช่วยให้เขารู้ได้ว่าเรื่องที่กำลังเผชิญมีคนรับฟัง และมีทางเลือกบางอย่างที่ไม่ต้องจัดการลำพัง

การติดตามจึงไม่ควรจบที่วันกลับมาทำงาน ลองนัดถามไถ่อีกครั้งหลังจากนั้น เพราะสิ่งที่พนักงานต้องการในวันแรก อาจไม่เหมือนสิ่งที่เขาต้องการเมื่อเริ่มซ่อมบ้านหรือเห็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด

น้ำลดแล้ว แต่ใจบางคนอาจยังต้องฟื้นอีกเป็นปี

สุดท้ายแล้ว ภายหลังน้ำลด องค์กรของเราจะถามพนักงานเพียงว่า “กลับมาทำงานได้หรือยัง?” หรือมีพื้นที่ให้ถามด้วยว่า “ตอนนี้ไหวไหม และมีอะไรที่เราช่วยได้บ้าง?”

‍

Source:
Tag:
Article
Share this post:
ถนอมรัตน์ ฟองเลา
Content Curator & Editor

Related Knowledge Hub

Join for free and get personalized recommendations, updates and offers.
Article
อุณหภูมิที่ “พอดี” ในออฟฟิศ... พอดีสำหรับใคร?
งานทดลองเรื่องอุณหภูมิกับผลทดสอบ และงานวิจัยเบื้องหลังแบบจำลองความสบายในอาคาร ชวนให้เราหันกลับมามองรีโมทแอร์ออฟฟิศใหม่ว่าใครมีส่วนกำหนดคำว่า “พอดี”
October 1, 2026
Article
"แค่ลงเวลาทำงาน จำเป็นต้องใช้ใบหน้าหรือลายนิ้วมือด้วยหรือ?" คำถามจากพนักงานชวนองค์กรให้กลับมาคิดใหม่
เรามักเลือกเครื่องลงเวลาจากความเร็วและความแม่นยำ แต่กรณี Serco Leisure ชวนถามอีกข้อ "หากพนักงานไม่ต้องการสแกนใบหน้าหรือลายนิ้วมือ ระบบมีทางเลือกให้เขาหรือเปล่า?"
October 1, 2026
Article
“พรุ่งนี้ค่อยตอบก็ได้” แล้วส่งมาบอกทำไมตอนห้าทุ่ม?
อีเมลนอกเวลาอาจสร้างความรู้สึกเร่งด่วนโดยที่คนส่งไม่ได้ตั้งใจ งานวิจัย 2 ชิ้นในข้อเขียนนี้ ชวนเราพิจารณาว่าความคาดหวังเรื่องการตอบเกิดขึ้นอย่างไร และการเปลี่ยนวิธีส่งเพียงเล็กน้อยช่วยให้ทีมของคุณรู้สึกดีขึ้นได้อย่างไร
October 1, 2026