วันที่น้ำกำลังท่วม องค์กรถามพวกเขาว่า “ทุกคนปลอดภัยไหม?”
แต่เมื่อวันที่น้ำลด คำถามอาจเปลี่ยนไปเป็น “พรุ่งนี้กลับมาทำงานได้หรือยัง?”
ทว่าเบื้องหลังคำตอบของทั้ง 2 คำถามนี้ ยังมีอะไรอีกมากมายที่พวกเขาต้องจัดการ ทั้งบ้านที่ต้องซ่อม ข้าวของที่ต้องซื้อใหม่ ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เตรียมไว้ และความกังวลว่า "ฝนรอบหน้าจะพาน้ำกลับมาอีกหรือเปล่า!!?"
การกลับมานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของพนักงาน จึงอาจหมายถึง เขาเดินทางกลับเข้ามาทำงานได้แล้ว โดยที่ชีวิตส่วนอื่นยังไม่ได้กลับเข้าที่เลย
ความช่วยเหลือช่วงน้ำท่วมเป็นจุดเริ่มต้น
สถานการณ์น้ำท่วมปลายเดือนกันยายน 2569 ทำให้หลายหน่วยงานปรับวิธีทำงานและเร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ
กรุงเทพธุรกิจรายงานข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ เช้าวันที่ 29 กันยายน ว่ายังมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 29 จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร ขณะที่ฐานเศรษฐกิจรายงานว่า สำนักงาน ก.พ. เปิดทางให้ส่วนราชการพิจารณาทำงานจากบ้านได้ 100% ในวันที่ 28–29 กันยายน หากไม่มีภารกิจจำเป็น
ฝั่งเอกชน บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ผู้ผลิตสีและวัสดุก่อสร้าง มีโครงการ “TOA ไม่ทิ้งกัน” โดยพนักงานจิตอาสาจัดเตรียมและส่งมอบถุงยังชีพให้เพื่อนพนักงานที่ประสบภัย ตามรายงานของผู้จัดการออนไลน์
มาตรการเหล่านี้ช่วยตอบโจทย์เร่งด่วน ทั้งความปลอดภัย การเดินทาง และสิ่งของจำเป็น
แต่หลังจากน้ำลดแล้ว ความต้องการของพนักงานอาจเปลี่ยนไป จากการหาทางออกจากบ้าน เป็น "การหาทางทำให้บ้านและชีวิตกลับมาอยู่ได้อีกครั้ง"
บ้านแห้งแล้ว ความกังวลอาจยังอยู่
Public Health England หน่วยงานด้านสาธารณสุขของอังกฤษ ศึกษาผลกระทบจากน้ำท่วมช่วงปี 2013–2014 และติดตามสุขภาพใจของผู้ได้รับผลกระทบ
หนึ่งปีหลังเหตุการณ์ ในกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามที่บ้านถูกน้ำท่วม พบอาการที่เข้าข่าย PTSD 36.2% วิตกกังวล 28.3% และซึมเศร้า 20.1%
PTSD คือภาวะเครียดหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจ ส่วนตัวเลขเหล่านี้มาจากแบบคัดกรอง ไม่ใช่การวินิจฉัยโดยแพทย์
แม้แต่กลุ่มที่น้ำไม่ได้เข้าพื้นที่อยู่อาศัย แต่ชีวิตถูกรบกวนจากน้ำท่วม ก็พบอาการที่เข้าข่าย PTSD 15.2%
เมื่อผ่านไป 3 ปี ปัญหาสุขภาพใจในกลุ่มที่บ้านถูกน้ำท่วมยังสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบ แม้สัดส่วนจะลดลงแล้วก็ตาม
นี่เป็นข้อมูลจากอังกฤษ จึงไม่ได้บอกว่าพนักงานไทยจะมีอาการในสัดส่วนเดียวกัน แต่ชวนให้มองว่า ระดับน้ำกับระยะเวลาฟื้นตัวของคน อาจไม่ได้ลดลงไปพร้อมกัน
สำหรับองค์กร คำถามที่สำคัญจึงไม่ใช่เพียง “เปิดทำงานตามปกติได้เมื่อไร?” แต่รวมถึง “เราจะช่วยให้คนกลับมาทำงานได้ โดยไม่ต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียวได้อย่างไร?”
หลังน้ำลดชวน HR สำรวจ 5 มิติของการดูแลหลังน้ำท่วม เพื่อให้การกลับมาทำงานมีพื้นที่สำหรับการฟื้นชีวิตไปด้วยกัน
1. บ้านและความปลอดภัย: กลับบ้านได้แล้ว หรือกลับไปอยู่ได้แล้ว?
บ้านที่น้ำลดแล้วอาจยังไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา หรือพื้นที่พักผ่อนที่ใช้งานได้ การถามเพียงว่า “บ้านยังท่วมไหม” จึงยังไม่พอ
สิ่งที่ HR ควรตรวจสอบ ได้แก่
- พนักงานมีที่พักที่ปลอดภัยและอยู่อาศัยได้หรือยัง
- ไฟฟ้า น้ำประปา และเส้นทางเดินทางกลับมาใช้ได้แค่ไหน
- ยังต้องการที่พักชั่วคราว รถรับส่ง หรือความช่วยเหลือจำเป็นอะไรบ้าง
เริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า “ตอนนี้เรื่องไหนทำให้ใช้ชีวิตลำบากที่สุด?” จะช่วยให้รู้ความต้องการมากกว่าการแจกความช่วยเหลือแบบเดียวกันทุกคน
2. การเงิน: ค่าใช้จ่ายเพื่อฟื้นฟูบ้าน รอเงินเดือนได้ไหม?
หลังน้ำลด รายจ่ายหลายอย่างอาจมาพร้อมกัน ทั้งค่าซ่อมบ้าน เครื่องใช้ที่เสียหาย และค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้น
องค์กรอาจพิจารณาเงินช่วยเหลือ เงินกู้ฉุกเฉินดอกเบี้ยต่ำ หรือการเบิกเงินเดือนล่วงหน้า โดยแจ้งเงื่อนไขและขั้นตอนให้เข้าใจง่าย เพื่อให้พนักงานประเมินได้ว่าทางเลือกใดเหมาะกับตัวเอง
อีกเรื่องที่ HR ช่วยได้คือ การตรวจสอบสิทธิประกันสังคม
ตามข้อมูลสำนักงานประกันสังคมที่รายงานผ่านไทยโพสต์ ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ไม่สามารถทำงานได้จากภัยธรรมชาติ หรือนายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ชั่วคราว และไม่ได้รับค่าจ้าง อาจขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัยตามหลักเกณฑ์ โดยข่าวระบุอัตรา 50% ของค่าจ้างรายวัน ครั้งละไม่เกิน 90 วัน
HR จึงควรช่วยตรวจเงื่อนไขรายกรณี ประสานเอกสารรับรองจากนายจ้าง และสอบถามสำนักงานประกันสังคมผ่านสายด่วน 1506 เมื่อมีข้อสงสัย
การบอกว่า “มีสิทธิอะไรบ้าง” จะมีประโยชน์ขึ้นอีกมาก หาก HR ช่วยพนักงานดำเนินการประสานงานในบางส่วนได้ด้วย
3. ใจ: มีพื้นที่ให้บอกว่าไม่ไหวหรือเปล่า?
บางคนพร้อมเล่า บางคนยังไม่อยากพูด และบางคนอาจกังวลว่าการบอกว่าตัวเองไม่ไหวจะกระทบภาพลักษณ์ในการทำงาน
หัวหน้าทีมอาจเริ่มด้วยการพูดคุยเป็นส่วนตัว เช่น “ช่วงนี้มีอะไรที่อยากให้ทีมช่วยแบ่งเบาบ้าง?” แล้วให้พนักงานเลือกว่าจะเล่ามากน้อยแค่ไหน
สิ่งที่ควรทำควบคู่กัน ได้แก่
- แจ้งช่องทาง EAP หากองค์กรมี ซึ่งเป็นบริการให้คำปรึกษาและช่วยเหลือพนักงาน รวมถึงสายด่วนสุขภาพจิต 1323
- สังเกตความเปลี่ยนแปลง เช่น สมาธิลดลง หงุดหงิดง่าย หรือขาดงานมากขึ้น แล้วใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการถามไถ่
- เคารพความเป็นส่วนตัว และช่วยเชื่อมต่อผู้เชี่ยวชาญเมื่อพนักงานต้องการ
ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้ยืนยันว่าใครมีภาวะทางจิตใจแบบใด หน้าที่ของหัวหน้าคือรับฟังและช่วยเหลือ โดยไม่รีบตีความแทนเขา
4. งาน: เป้าหมายเดิมยังเหมาะกับสถานการณ์ตอนนี้ไหม?
พนักงานอาจกลับมาทำงานแล้ว แต่ยังต้องนัดช่าง ติดต่อประกัน จัดการเอกสาร หรือดูแลคนในครอบครัว
หากทุกเป้าหมายและทุกกำหนดส่งยังเดินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ภาระฟื้นชีวิตก็จะถูกบีบให้ไปอยู่ในเวลาที่เหลือจากงานทั้งหมด
HR และหัวหน้าทีมจึงควรช่วยกันทบทวนว่า
- งานใดจำเป็นต้องทำทันที และงานใดเลื่อนได้
- สามารถปรับเวลา สถานที่ทำงาน หรือแบ่งงานชั่วคราวได้อย่างไร
- การประเมินผลงานจะพิจารณาข้อจำกัดช่วงภัยพิบัติอย่างไรให้เป็นธรรม
ควรตกลงให้ชัดเจนว่าจะปรับอะไร นานแค่ไหน และจะกลับมาคุยกันอีกเมื่อไร เพื่อให้ทั้งพนักงานและทีมวางแผนการทำงานได้ต่อไป
5. ความเท่าเทียม: ความช่วยเหลือไปถึงคนที่ WFH ไม่ได้หรือยัง?
การทำงานจากบ้านช่วยพนักงานบางกลุ่มได้ แต่พนักงานโรงงาน หน้าร้าน หรือหน้างานอาจไม่มีทางเลือกนั้น
การดูแลอย่างเป็นธรรมจึงต้องมองให้พ้นจากมาตรการเดียว แล้วถามว่าคนแต่ละกลุ่มได้รับความช่วยเหลือที่ตอบโจทย์หรือยัง
- คนที่ต้องมาทำงานมีการเดินทางที่ปลอดภัย หรือปรับกะได้หรือไม่
- พนักงานที่เข้าไม่ถึงอีเมลหรือระบบภายในได้รับข่าวสารครบหรือยัง
- พนักงานสัญญาจ้างและผู้ปฏิบัติงานผ่านบริษัทภายนอกได้รับการประสานความช่วยเหลืออย่างไร
ความช่วยเหลือไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกคน แต่ควรมีเหตุผลที่อธิบายได้ และไม่ปล่อยให้บางกลุ่มหลุดจากการดูแลเพียงเพราะทำงานคนละรูปแบบ
หลังน้ำลด อย่าให้การดูแลลดลงตาม
HR อาจแก้ทุกปัญหาให้พนักงานไม่ได้ แต่ช่วยให้เขารู้ได้ว่าเรื่องที่กำลังเผชิญมีคนรับฟัง และมีทางเลือกบางอย่างที่ไม่ต้องจัดการลำพัง
การติดตามจึงไม่ควรจบที่วันกลับมาทำงาน ลองนัดถามไถ่อีกครั้งหลังจากนั้น เพราะสิ่งที่พนักงานต้องการในวันแรก อาจไม่เหมือนสิ่งที่เขาต้องการเมื่อเริ่มซ่อมบ้านหรือเห็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด
น้ำลดแล้ว แต่ใจบางคนอาจยังต้องฟื้นอีกเป็นปี
สุดท้ายแล้ว ภายหลังน้ำลด องค์กรของเราจะถามพนักงานเพียงว่า “กลับมาทำงานได้หรือยัง?” หรือมีพื้นที่ให้ถามด้วยว่า “ตอนนี้ไหวไหม และมีอะไรที่เราช่วยได้บ้าง?”
Source:
- กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผ่านกรุงเทพธุรกิจ, “วิกฤตน้ำท่วม 29 จังหวัด เดือดร้อนกว่า 2.6 ล้านคน เช็กพื้นที่เฝ้าระวัง” (ข้อมูล ณ 29 ก.ย. 2569): https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1254171 bangkokbiznews.com
- สำนักงาน ก.พ. ผ่านฐานเศรษฐกิจ, “ก.พ. แจ้งข้าราชการ Work From Home 100% ได้ 28-29 ก.ย.นี้ หนีน้ำท่วม” (26 ก.ย. 2569): https://www.thansettakij.com/general-news/669900 thansettakij.com
- ผู้จัดการออนไลน์, “TOA ส่งมอบถุงยังชีพ-สิ่งของจำเป็น ช่วยเหลือพนักงานที่ประสบภัยน้ำท่วมพื้นที่กรุงเทพ” (29 ก.ย. 2569, ข่าวกิจกรรมองค์กร): https://mgronline.com/business/detail/9690000095154 mgronline.com
- Public Health England, “The English National Study of Flooding and Health: Summary of the evidence generated to date” (2020, รายงานสรุปงานวิจัย): https://assets.publishing.service.gov.uk/media/5e6bb75fd3bf7f2695546ba8/Summary_of_findings_NSFH_January_2020_Final_for_DsPH__3_.pdf assets.publishing.service.gov.uk
- สำนักงานประกันสังคม ผ่านไทยโพสต์, “ประกันสังคมแจ้งสิทธิ ม.33 น้ำท่วมไปทำงานไม่ได้ รับเงินทดแทน 50% สูงสุด 90 วัน” (27 ก.ย. 2569): https://www.thaipost.net/general-news/1077313/ thaipost.net
- สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต, “1323 All time for all Thai” (ช่องทางบริการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต): https://1323alltime.camri.go.th/


.png)

.png)
.png)
.png)