>
องค์กรได้ยินเสียงพนักงานชัดที่สุด ในวันที่สายเกินไปหรือเปล่า
Article
September 29, 2026

องค์กรได้ยินเสียงพนักงานชัดที่สุด ในวันที่สายเกินไปหรือเปล่า

คนลาออกส่วนใหญ่เชื่อว่า องค์กรสามารถทำบางอย่างเพื่อป้องกันการลาออกได้ แต่กลับไม่มีผู้นำ หัวหน้า หรือแม้แต่ HR เข้ามาพูดคุยกับเขาในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนที่เขาจะยื่นใบลาออกเลย ถึงเวลาทบทวนมายาคติที่ว่า หากมีปัญหา พนักงานก็จะเป็นฝ่ายพูดออกมาเอง

‍

คนไม่ได้ลาออกในวันที่ยื่นใบลาออก
เขาอาจตัดสินใจไปก่อนหน้านั้นนานแล้ว

‍

มีมายาคติอย่างหนึ่งที่อยู่ในหลายองค์กรมาโดยตลอด

“ถ้าพนักงานมีปัญหาจริง เดี๋ยวเขาก็เข้ามาพูดเอง”

‍

เราจึงมักตีความว่า หากเขายังมาทำงานตามปกติ ยังส่งงานตรงเวลา และยังไม่ได้เดินเข้ามาบอกว่าไม่ไหว ก็คงไม่มีอะไรต้องกังวล

‍

จนกระทั่งวันหนึ่ง ใบลาออกถูกวางลงบนโต๊ะ

ตอนนั้นเองที่องค์กรเริ่มถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมไม่บอกกันก่อน และมีอะไรที่เราพอจะทำให้เขาอยู่ต่อได้บ้าง

แต่สำหรับพนักงาน วันยื่นใบลาออกอาจไม่ใช่จุดเริ่มต้นของปัญหา

มันอาจเป็นเพียงฉากสุดท้ายของเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว

‍

Gallup เผยแพร่ผลการศึกษาในปี 2024 จากกลุ่มตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา 717 คน ซึ่งลาออกจากงานด้วยความสมัครใจในช่วง 12 เดือนก่อนตอบแบบสำรวจ

ผลการศึกษาพบว่า 42% เชื่อว่าผู้จัดการหรือองค์กรสามารถทำอะไรบางอย่างเพื่อป้องกันการลาออกของพวกเขาได้

นั่นหมายความว่า สำหรับคนเกือบครึ่งที่เดินออกไป การลาออกอาจไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากองค์กรรับรู้และจัดการบางอย่างได้ทันเวลา

แต่ตัวเลขที่น่าคิดกว่านั้นคือกลุ่มตัวอย่าง 45% บอกว่า ในช่วง 3 เดือนก่อนลาออก ไม่มีผู้จัดการหรือผู้นำคนใดเข้ามาพูดคุยกับพวกเขาเชิงรุกเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความพึงพอใจในการทำงาน ผลงาน หรืออนาคตของพวกเขาในองค์กร

3 เดือน หรือประมาณ 90 วัน

ช่วงเวลาที่บางอย่างอาจกำลังเปลี่ยนไป แต่กลับไม่มีใครเข้าไปถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น

‍

ความเงียบไม่ได้แปลว่าทุกอย่างยังดีอยู่

ข้อมูลของ Gallup กำลังท้าทายมายาคติที่ว่า หากปัญหาสำคัญมากพอ พนักงานจะเป็นฝ่ายเข้ามาพูดเอง

เพราะ 36% ของผู้ลาออกบอกว่า พวกเขาไม่ได้พูดคุยกับใครเลยก่อนตัดสินใจลาออก

แม้แต่ในกลุ่มที่เคยพูดกับใครบางคน ก็ไม่ได้พูดกับหัวหน้าโดยตรง และมีแนวโน้มจะพูดกับเพื่อนร่วมงานมากกว่า

‍

การที่พนักงานยังไม่พูด จึงไม่ได้ยืนยันว่าไม่มีปัญหา

เขาอาจไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร?

ไม่แน่ใจว่าพูดแล้วจะปลอดภัยหรือไม่?

หรือเคยพูดเรื่องอื่นมาก่อนแล้วพบว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง?

‍

บางครั้งความเงียบไม่ได้หมายความว่า พนักงานไม่มีอะไรอยากบอก

แต่อาจหมายความว่า เขาไม่เชื่อแล้วว่าการพูดจะทำให้อะไรมันดีขึ้นกว่านี้

‍

‍การถอดใจออกจากงานก็ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว

มันอาจเริ่มจากข้อเสนอที่ไม่มีใครตอบ งานที่ทำดีแต่ไม่มีใครมองเห็น ความคิดเห็นที่ไม่เคยถูกนำไปใช้ หรือปัญหาเดิมที่ถูกพูดถึงหลายครั้งแต่ยังอยู่เหมือนเดิม

หลังจากนั้น พนักงานอาจไม่ได้ร้องเรียนมากขึ้น แต่กลับพูดน้อยลง

ไม่ได้เรียกร้องมากขึ้น แต่ค่อย ๆ ลดความคาดหวังลง

ตัวเขายังนั่งอยู่ที่โต๊ะเดิม งานยังเดินต่อไปตามปกติ แต่ความรู้สึกอยากเติบโตไปกับองค์กรอาจเริ่มลดลงแล้ว

นี่คือช่วงเวลาที่องค์กรยังพอทำอะไรได้

‍

ปัญหาอาจไม่ใช่เราไม่มีข้อมูล แต่เรารอฟังผิดเวลา

หลายองค์กรมี Employee Engagement Survey มีช่องทางรับความคิดเห็น และมี Exit Interview

แต่การมีเครื่องมือเก็บเสียงสะท้อนของพนักงาน ไม่ได้หมายความว่าองค์กรกำลังรับฟังอยู่เสมอไป

‍

แบบสำรวจประจำปีช่วยให้เห็นภาพรวมขององค์กร แต่ไม่อาจทดแทนบทสนทนาระหว่างทางได้

‍

ส่วน Exit Interview อาจช่วยอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เป็นคำอธิบายที่มาถึงในวันที่แทบไม่เหลือโอกาสรักษาคนนั้นไว้แล้ว

‍

ในความหมายนี้ Exit Interview จึงคล้ายกับรายงานชันสูตร

มันช่วยให้องค์กรย้อนกลับไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่สามารถย้อนกลับไปสร้างบทสนทนาที่ควรเกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อนได้

ข้อมูลที่อาจเปลี่ยนผลลัพธ์ได้จริง จึงไม่ได้อยู่เฉพาะในห้องสัมภาษณ์วันสุดท้าย

มันอาจอยู่ในบทสนทนาธรรมด ๆ เมื่อ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 9 เดือนก่อน Exit Interview

‍

ไม่ใช่ทุกการลาออกจะแก้ได้ด้วยเงิน

อีกมายาคติหนึ่งคือ การลาออกส่วนใหญ่เป็นเรื่องเงิน และเมื่อองค์กรไม่มีงบประมาณเพิ่ม ก็คงไม่มีอะไรให้ทำ

‍

ในงานศึกษาของ Gallup เมื่อถามคนลาออกซึ่งมองว่าการลาออกของตนสามารถป้องกันได้ว่า องค์กรควรทำอะไร 30% ให้คำตอบเกี่ยวกับค่าตอบแทนและสวัสดิการ

แต่อีก 70% เป็นคำตอบกลับเป็นเรื่องอื่น

ทั้งการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับหัวหน้า การลดปฏิสัมพันธ์เชิงลบหรือการควบคุมมากเกินไป การจัดการปัญหาในองค์กรที่สร้างความคับข้องใจ การสร้างโอกาสเติบโตในสายอาชีพ ตลอดจนการแก้ปัญหาเรื่องกำลังคนและภาระงาน

หลายเรื่องอาจไม่สามารถแก้ได้ด้วยการพูดคุยเพียงครั้งเดียว

แต่หากไม่มีารพูดคุยอะไรเกิดขึ้น องค์กรก็อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรเริ่มแก้จากตรงไหน

‍

Gallup ยังระบุว่า เมื่อหัวหน้ามีบทสนทนาที่มีความหมายกับลูกทีมสัปดาห์ละครั้ง พนักงานมีโอกาสเป็นผู้ที่มีความผูกพันกับงานในระดับสูงมากขึ้น 4 เท่า ไม่ว่าจะทำงานหน้างาน ทำงานแบบไฮบริด หรือทำงานทางไกล

บทสนทนาเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานาน

บางครั้ง 15–30 นาทีก็เพียงพอ หากได้พูดกันจริงทั้งเรื่องเป้าหมาย ลำดับความสำคัญ การยอมรับผลงาน ความร่วมมือ และจุดแข็งที่พนักงานได้ใช้ในการทำงาน

‍

อย่ารอให้พนักงานเป็นฝ่ายเริ่มพูด

เมื่อมีมุมมองใหม่ว่า พนักงานอาจไม่เป็นฝ่ายเดินเข้ามาบอกปัญหาเอง รูปแบบการรับฟังในองค์กรก็ไม่ควรออกแบบอยู่บนการรอให้ปัญหาส่งเสียงดังขึ้นมาเอง

หัวหน้าต้องเป็นฝ่ายสร้างบทสนทนากับลูกน้องอย่างสม่ำเสมอ ก่อนที่พนักงานจะตัดสินใจเรื่องอนาคตการทำงานในองค์กรนี้ของเขาไปแล้ว

แทนที่จะถามในการคุยงานรายเดือนเพียงว่า “งานคืบหน้าถึงไหนแล้ว” อาจเพิ่มคำถามอย่าง

  • ช่วงนี้มีอะไรในงานที่ทำให้รู้สึกติดขัดหรือเหนื่อยใจไหม
  • มีเรื่องอะไรที่อยากทำ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำบ้างหรือเปล่า
  • มีอะไรที่เคยอยากเสนอ แต่ยังไม่ได้พูดไหม
  • ตอนนี้ยังมองเห็นอนาคตของตัวเองในทีมนี้อย่างไร
  • มีอะไร 1 อย่างจะบอกไหม ที่ถ้าเปลี่ยนแปลงได้ จะช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น

ระบบการรับฟังที่ดีไม่ควรมีเพียงช่องทางเดียว เพราะไม่ใช่ทุกคนจะพร้อมพูดกับหัวหน้าโดยตรง

บางคนอาจสะดวกคุยกับ HR บางคนตอบผ่านแบบสำรวจสั้น ๆ ได้ง่ายกว่า ขณะที่บางเรื่องอาจต้องการพื้นที่ ๆ เป็นความลับและปลอดภัยพอ

ระบบการฟังจึงไม่ใช่ไมโครโฟนตัวเดียวที่ตั้งไว้กลางองค์กร แต่เป็นประตูหลายบานที่พนักงานเลือกเปิดได้ตามความเหมาะสม

การฟังไม่ได้หมายความว่าองค์กรต้องตอบตกลงกับทุกคำขอ และไม่ได้รับประกันว่าจะรักษาพนักงานไว้ได้ทุกคน

แต่อย่างน้อย เมื่อถามพนักงานไปแล้ว องค์กรต้องตอบกลับว่าได้รับฟังอะไร เรื่องใดจะดำเนินการ เรื่องใดยังทำไม่ได้ และเพราะเหตุใด

เพราะการถามแล้วปล่อยให้เงียบ อาจแย่กว่าการไม่ถามเลย

ไม่ได้เพียงทำให้พนักงานผิดหวัง แต่ยังยืนยันสิ่งที่เขาอาจสงสัยอยู่แล้วว่า ต่อให้พูดไปก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

‍

การรักษาคนจึงไม่ได้เริ่มในวันที่พนักงานยื่นใบลาออก

แต่เริ่มในวันธรรมดาวันหนึ่ง เมื่อมีใครเข้าไปถามว่า “ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง” และอยู่ตรงนั้นนานพอที่จะฟังคำตอบจริง ๆ

เพราะเมื่อใบลาออกมาถึง เราอาจได้ยินสิ่งที่พนักงานอยากบอกอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก

แต่สำหรับบางคน วันนั้นอาจเป็นวันที่เขาไม่ได้กำลังขอให้องค์กรรับฟังอีกแล้ว

เขาเพียงกำลังแจ้งให้รู้ว่า เขาตัดสินใจจะจากไปเรียบร้อยแล้ว

‍

Sources:
Tag:
Article
Share this post:
ถนอมรัตน์ ฟองเลา
Content Curator & Editor

Related Knowledge Hub

Join for free and get personalized recommendations, updates and offers.
Article
ประชดขอลาออกผ่าน LINE เรื่องจบลงแค่ลบข้อความ (ได้ไหม)
พนักงานพิมพ์ “ขอลาออก” ในกลุ่ม LINE แล้วกดยกเลิกข้อความ ผลจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับเจตนา ผู้รับข้อความ และวันที่ให้มีผล เรื่องนี้ชวน HR มองกลุ่มแชทในฐานะพื้นที่ ๆ การตัดสินใจเรื่องงานกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
September 29, 2026
Article
ถึงเวลารื้อ “ตำแหน่งงาน” แล้วประกอบขึ้นมาใหม่แล้วหรือยัง
ก่อนเปิดรับคนเพิ่ม ลองเปิดกล่องที่เรียกว่า “ตำแหน่งงาน” แล้วแยกดูว่า งานใดควรอยู่ งานใดควรย้าย งานใดควรใช้เทคโนโลยีช่วย และงานใดอาจไม่จำเป็นต้องมีอีกต่อไป บางทีทีมอาจไม่ต้องการให้คุณรับคนเพิ่ม แต่ต้องการให้คุณประกอบร่างตำแหน่งงานใหม่มากกว่า
September 29, 2026
Article
มี AI แล้ว แต่ทำไมยังต้องทำงานเหมือนเดิมทุกขั้นตอน?
บทเรียนจากการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมสู่การใช้ไฟฟ้าเมื่อกว่าร้อยปีก่อนกำลังเกิดขึ้นซ้ำกับการนำ AI มาใช้ในองค์กร องค์กรอาจมีเทคโนโลยีใหม่ มี AI ใช้แล้ว แต่ยังเอามันมาวางมันทับไว้บนกระบวนการทำงานเดิม ๆ จนไม่มีกระบวนการใดหายไปจากระบบเลย แม้ว่ามันจะไม่จำเป็นแล้วก็ตาม
September 29, 2026